ชื่อ WELA มาจากคำว่า “เวลา” ในภาษาไทย ซึ่งสะท้อนแนวคิดของงานได้อย่างตรงตัว เพราะสิ่งที่ผู้จัดต้องการมอบให้กับนักสะสมคือ “เวลา” ในการทำความรู้จักนาฬิกาแต่ละเรือนอย่างแท้จริง ทั้งการได้พูดคุยกับผู้ก่อตั้งและทีมงานของแบรนด์ สัมผัสนาฬิกาด้วยตัวเอง แลกเปลี่ยนเรื่องราวกับนักสะสมคนอื่น ไปจนถึงใช้เวลาร่วมกับศิลปะ อาหาร และวัฒนธรรมของกรุงเทพฯ
งานนี้เกิดจากแนวคิดของ David Jumpa ช่างภาพสาย Creative และ Lifestyle ชาวเปรูที่ใช้ชีวิตในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และต้องการนำบรรยากาศแบบ Community-focused ของงาน Independent Watch Fair ในยุโรปมาสร้างบริบทใหม่ที่มีบุคลิกแบบ Bangkok อย่างชัดเจน โดย WELA ถูกวางให้เป็นทางเลือกจากงานแสดงนาฬิกาแบบดั้งเดิมที่ผู้คนมักใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ก่อนเดินต่อไปยังบูธถัดไป
"กรุงเทพฯ"กำลังกลายเป็นเมืองนาฬิกาที่น่าจับตา
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ WELA เลือกกรุงเทพฯ เป็นบ้านของงาน คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของคอมมูนิตี้นักสะสมนาฬิกา ตั้งแต่ผู้ที่สนใจ Microbrand ไปจนถึง Independent Watchmaking ขณะที่งานในลักษณะนี้ยังมีจำนวนไม่มากในเอเชีย ทำให้นักสะสมจำนวนไม่น้อยต้องเดินทางไกลไปยัง Geneva, New York หรือ Dubai หากต้องการพบกับผู้สร้างแบรนด์และสัมผัสนาฬิกานอกเหนือจากสิ่งที่เห็นผ่านหน้าจอ
David Jumpa เล่าว่า ทุกครั้งที่กลับจากงานนาฬิกาในต่างประเทศ เขามักได้รับคำถามจากนักสะสมในกรุงเทพฯ ว่า “งานเป็นอย่างไร ได้เจอแบรนด์ไหนบ้าง และได้เห็นนาฬิการุ่นใหม่หรือไม่” ความสนใจเหล่านี้กลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้เขาสร้าง WatchLads BKK เพื่อเชื่อมโยงนักสะสมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ก่อนจะพัฒนาต่อมาเป็น WELA Bangkok ด้วยแนวคิดง่าย ๆ ว่า ในเมื่อทุกคนไม่สามารถบินไป Geneva, Dubai หรือ New York ได้ ทำไมไม่นำพลังและบรรยากาศแบบเดียวกันมาไว้ที่กรุงเทพฯ
15 แบรนด์ 15 เรื่องราวของการสร้างเรือนเวลา
หัวใจสำคัญของ WELA Bangkok 2026 คือการรวบรวม 15 แบรนด์นาฬิกา Independent และ Microbrand จากหลากหลายประเทศมาไว้ด้วยกัน แต่ละแบรนด์ต่างมีแนวทางการออกแบบ งานฝีมือ และมุมมองต่อการสร้างเรือนเวลาที่แตกต่างกัน ตั้งแต่งานคราฟต์แบบดั้งเดิม ไปจนถึงการทดลองกับวัสดุ กลไก และดีไซน์ร่วมสมัย
Alcadus
แบรนด์อิสระจาก Malaysia ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2018 เตรียมนำคอลเลกชันมาจัดแสดง รวมถึงรุ่นใหม่อย่าง Quantra Gemstone & Guilloche MOP ซึ่งโดดเด่นด้วยรายละเอียด guilloche และ mother-of-pearl โดยนาฬิการุ่นนี้ยังถูกส่งเข้าร่วม Grand Prix d'Horlogerie de Geneve หรือ GPHG 2026 อีกด้วย
Atelier Holgur
นำบุคลิกแข็งแกร่งของ Modern Tool Watch และ Diver's Watch มาผสมกับความประณีตในแบบ High Horology โดยใช้ Schwarz Etienne micro-rotor movement ที่ผ่านการตกแต่งอย่างพิถีพิถัน ทำให้แบรนด์สามารถเชื่อมโลกของ Sports Watch ที่พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวันเข้ากับ Haute Horlogerie ได้อย่างน่าสนใจ
Atelier Wen
นำเสนอ Contemporary Chinese Watchmaking ผ่านการผสมผสานงานออกแบบร่วมสมัยเข้ากับเทคนิคงานฝีมือแบบดั้งเดิมของจีน โดยใน WELA Bangkok ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสนาฬิกาจากคอลเลกชันปัจจุบัน อาทิ Inflection, Perception V3 และ Ancestra ซึ่งสะท้อนเอกลักษณ์ของแบรนด์ผ่านงานตกแต่งหน้าปัดและภาษาการออกแบบที่แตกต่าง
DUG Glashutte
ตัวแทนของ Modern German Watchmaking ที่มีเป้าหมายในการทำให้งานฝีมือจาก Glashutte เข้าถึงนักสะสมได้กว้างขึ้น โดยยังรักษามาตรฐานด้านคุณภาพ งานฝีมือ และมรดกของเมืองแห่งการผลิตนาฬิกาแห่งนี้ไว้ สำหรับ WELA Bangkok แบรนด์ยังเตรียมให้นักสะสมได้สัมผัสตัวเรือนขนาด 37 มม. รุ่นใหม่ที่กำลังเป็นที่รอคอยDuckworth Prestex
แบรนด์อังกฤษที่มีรากฐานเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การทำนาฬิกายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ เตรียมนำเสนอ Marcato Jump Hour ซึ่งขับเคลื่อนด้วย Sellita SW300 ร่วมกับ proprietary jumping-hour module ของแบรนด์ โดยมีให้เลือกสี่เวอร์ชัน ประกอบด้วยหน้าปัด guilloche สามแบบ และ mother-of-pearl อีกหนึ่งแบบ
Fayy Watches
นำงานศิลปะแบบจีนมาสู่โลกของ Horology ผ่าน Manman Panda ซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ลวดลายแพนด้าที่วาดด้วยมือบนด้านใต้ของ sapphire crystal โดย Guangdong inner-painting master Lai Si Jia ความน่าสนใจยังอยู่ที่การออกแบบให้สามารถใช้งานได้ทั้งในรูปแบบนาฬิกาข้อมือและ pendant ทำให้เทคนิคศิลปะแบบดั้งเดิมกลายเป็นงานศิลป์ที่สามารถสวมใส่ได้
Kollokium
เลือกสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ร่วมงานด้วยการเก็บรายละเอียดของผลงานพิเศษไว้เป็นความลับ โดยผู้จัดระบุเพียงว่าแบรนด์เตรียมนำ “special creation” มาสู่ WELA Bangkok และรายละเอียดทั้งหมดจะถูกเปิดเผยให้ผู้ร่วมงานได้ค้นพบด้วยตัวเองภายในงาน
MAEN
แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นใน Stockholm เมื่อปี 2017 ผสานความเรียบง่ายในแบบ Scandinavian Design เข้ากับ Swiss Manufacturing โดยนำแรงบันดาลใจจากรูปทรงคลาสสิกมาตีความใหม่ผ่านสัดส่วนและรายละเอียดร่วมสมัย ผู้ร่วมงาน WELA Bangkok จะได้สัมผัสคอลเลกชันของแบรนด์ พร้อมพบปะและพูดคุยกับทีมงานโดยตรง Nectere
Independent Brand จาก Hong Kong ที่โดดเด่นด้วยแนวทางการออกแบบที่กล้าทดลอง หลังจากคอลเลกชันแรกของแบรนด์จำหน่ายหมด Nectere กำลังเตรียมเปิดตัวรุ่น Eclipse ในลำดับถัดไป ขณะเดียวกันผู้จัด WELA Bangkok ยังบอกใบ้ว่าจะมีอีกหนึ่งเซอร์ไพรส์รอให้นักสะสมค้นพบที่พื้นที่ของแบรนด์
Nivada Grenchen
แบรนด์ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1926 และเป็นที่รู้จักจากการนำ Historic Tool Watches กลับมาตีความใหม่อย่างซื่อตรง จะนำ Chronoking Racing Blue Lagoon มาจัดแสดง นาฬิกา Racing Chronograph กลิ่นอาย Vintage ขนาด 38 มม. ที่มาพร้อม bezel แบบถอดเปลี่ยนได้ถึงห้าแบบ ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเปลี่ยนบุคลิกของนาฬิกาได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
Nuncier
แบรนด์จาก Bahrain ที่นำความสนุก สีสัน และวัสดุที่ไม่ธรรมดามาใช้กับ Contemporary Watchmaking โดยหนึ่งในไฮไลต์ของงานครั้งนี้คือการเปิดตัว Thailand Limited Edition ซึ่งสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับ WELA Bangkok โดยเฉพาะ และถือเป็นหนึ่งในผลงานที่เชื่อมโยงกับสถานที่จัดงานมากที่สุดของปีนี้Perrelet
หนึ่งในชื่อเก่าแก่ของ Swiss Watchmaking ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1777 และเป็นที่รู้จักอย่างมากจากคอลเลกชัน Turbine โดยที่ WELA Bangkok ผู้ชมจะได้พบกับ Turbine Casino Roulette ซึ่งนำแนวคิดของวงล้อ Roulette มาแทนที่ภาพของใบพัด Turbine แบบดั้งเดิม เกิดเป็นหน้าปัดที่มีการเคลื่อนไหวและบุคลิกสนุกสนานอย่างชัดเจน
Sunrex Watches
ผสมเสน่ห์ของ Vintage Chronograph เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ผ่านนาฬิกาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงทั้งหมด โดยคอลเลกชันที่นำมาร่วมงานจะมีรุ่นเด่นอย่าง Banana Reef และ 611 ซึ่งยังคงบรรยากาศและเสน่ห์ในแบบ Traditional Mechanical Watch Design แม้จะใช้ระบบพลังงานแสงก็ตาม
Yuen Watches
ก่อตั้งโดย Ong Joo Yuen วิศวกรเครื่องกลชาว Malaysia โดยมีแนวคิดในการผสาน Contemporary Design เข้ากับ Innovative Engineering รุ่น Y 01 โดดเด่นด้วยหน้าปัด artisanal mosaic mother-of-pearl งานตกแต่งพื้นผิวแบบสลับ และ hybrid cornes de vache lugs ภายในตัวเรือนขนาดกะทัดรัด 39 x 9.9 มม. พร้อมตัวเลือกถึงหกสีZeitwinkel
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ WELA Bangkok ด้วยผลงานที่ผู้จัดเรียกว่า world-first “Thai-plication” ซึ่งมาในตัวเรือนขนาด 39.7 มม. และใช้ transparent fumé sapphire dial ที่สามารถเปลี่ยนบุคลิกจากสีดำเข้มไปจนเกือบโปร่งใสตามสภาพแสง ก่อนค่อย ๆ เปิดให้เห็น German-silver movement ที่อยู่ด้านล่าง กลายเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าจับตามองที่สุดของงานครั้งแรกนี้
มากกว่างานนาฬิกา เพราะ WELA อยากให้คน “อยู่ต่อ”
สิ่งที่ทำให้ WELA แตกต่างจากรูปแบบงานแสดงนาฬิกาทั่วไป คือความตั้งใจที่จะสร้างประสบการณ์ที่มี Interaction มากขึ้น ไม่ใช่เพียงวางนาฬิกาไว้ในตู้แล้วให้ผู้ชมเดินผ่านไป
David Rodriguez แห่ง DR Studio Watches จะจัด Live Painting ตลอดทั้งสามวัน เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้เห็นงานศิลปะที่ได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิกาค่อย ๆ เกิดขึ้นต่อหน้า รวมถึงสามารถพูดคุยเรื่องการ Commission หน้าปัดนาฬิกาที่วาดด้วยมือเฉพาะบุคคลได้อีกด้วย
อีกหนึ่งกิจกรรมคือ Watch Portraits ซึ่ง Rodriguez จะวาดภาพนาฬิกาของผู้ร่วมงานแบบรวดเร็ว โดยบางชิ้นสามารถเสร็จได้ภายในเวลาประมาณ 20 นาที ภายใต้แนวคิด “bring your watch, leave with a portrait” ซึ่งช่วยเปลี่ยนนาฬิกาบนข้อมือให้กลายเป็นเรื่องราวส่วนตัวในรูปแบบงานศิลปะ
ส่วนผู้ที่ต้องการเปลี่ยนบุคลิกให้นาฬิกาเรือนเดิม Jean Rousseau Paris จะนำสาย handcrafted มาให้เลือก พร้อมเปิดโอกาสให้เริ่มต้นออกแบบ bespoke strap สำหรับนาฬิกาของตนเอง ผ่านการเลือกประเภทหนัง สี ด้ายเย็บ และรายละเอียดการตกแต่ง ขณะที่ WOLF 1834 จะนำ watch winders และอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บนาฬิกามาเติมเต็มมิติของการสะสมให้ครบมากยิ่งขึ้น
นาฬิกา อาหาร เครื่องดื่ม และบรรยากาศแบบ Bangkok
อาหารและเครื่องดื่มไม่ได้ถูกวางไว้เป็นเพียงของว่างข้างงาน แต่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ WELA Experience โดยจะมีทั้งอาหารจาก สองร้าน Peruvian, Argentinian bakery และอาหารไทย สะท้อนความเป็นงานระดับ International ที่ยังคงเชื่อมโยงกับบริบทของกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน
ด้านเครื่องดื่ม Cafe des Stagiaires Bangkok รับหน้าที่เป็น Official Bar Partner พร้อมค็อกเทลตลอดสุดสัปดาห์ และเครื่องดื่มที่ตั้งชื่อพิเศษว่า “Wellonis” ซึ่งเป็นการตีความ Negroni ในแบบของ WELA เพื่อเติมเต็มบทสนทนาเรื่องนาฬิการะหว่างนักสะสม แบรนด์ และผู้ร่วมงาน
ใน Media Deck ของงานยังระบุถึง DJ และแนวคิดที่ต้องการให้ WELA เป็นพื้นที่ที่ผู้คนสามารถนั่งพัก ใช้เวลา รับประทานอาหาร ดื่มเครื่องดื่ม และพูดคุยกันได้ แทนที่จะเป็นงานที่ผู้ชมเดินดูนาฬิกาอย่างรวดเร็วแล้วออกจากพื้นที่ทันที Jim Thompson Art Center พื้นที่ศิลปะที่กลายเป็นบ้านของ WELA
สถานที่จัดงานอย่าง Jim Thompson Art Center ก็เป็นส่วนสำคัญของบุคลิก WELA Bangkok 2026 ด้วยตัวอาคารที่ผสมผสาน Contemporary Architecture เข้ากับอิทธิพลจากดีไซน์ไทย ผ่านพื้นที่แกลเลอรีแบบเปิด โครงสร้างคอนกรีต แสงธรรมชาติ และ Interior แบบ Minimalist
WELA จะใช้พื้นที่บนชั้นสองของอาคารเพื่อสร้างพื้นที่เฉพาะของงาน โดยสถาปัตยกรรมที่เรียบง่ายและร่วมสมัยของ Jim Thompson Art Center จะทำหน้าที่เป็นฉากหลังให้กับงาน Independent Watchmaking ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างมีภาษาด้านดีไซน์และแนวคิดเฉพาะตัวของตนเอง
ในด้านการเดินทาง Media Deck ระบุว่าสถานที่สามารถเดินทางจากบริเวณ Siam ได้อย่างสะดวก ทั้งด้วย BTS หรือการเดินเท้า โดยจาก Siam Paragon ใช้เวลาเดินทางรวมเพียงประมาณ 12 นาทีเมื่อใช้ BTS และเดินต่อในระยะสั้น หรือสามารถเดินจาก Siam Paragon มายัง Art Center ได้ในเวลาประมาณ 15 นาที
สำหรับผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ Jim Thompson Art Center มีพื้นที่จอดรถรองรับประมาณ 30 คัน จึงแนะนำให้วางแผนการเดินทางล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่มีผู้เข้าชมงานจำนวนมาก
------------------------------------------------
WELA Bangkok 2026 — Event Information
วันที่: 25-27 กันยายน 2026
เวลา: 11.00-18.00 น.
สถานที่: Jim Thompson Art Center, Bangkok
ที่จอดรถ: รองรับประมาณ 30 คันภายใน Jim Thompson Art Center
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: WELA Bangkok 2026 Registration
Official Instagram: @wela_bangkok
------------------------------------------------
วันที่: 25-27 กันยายน 2026
เวลา: 11.00-18.00 น.
สถานที่: Jim Thompson Art Center, Bangkok
ที่จอดรถ: รองรับประมาณ 30 คันภายใน Jim Thompson Art Center
ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: WELA Bangkok 2026 Registration
Official Instagram: @wela_bangkok
------------------------------------------------
“เวลา” ที่มากกว่าการบอกเวลา
ท้ายที่สุด WELA Bangkok 2026 ไม่ได้พยายามเป็นเพียงสถานที่สำหรับการเปิดตัวนาฬิกาหรือการรวมแบรนด์ Independent ไว้ในพื้นที่เดียวกัน แต่กำลังทดลองสร้างพื้นที่ที่ Watchmaking, Art, Design, Food และ Community สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
การเปิดโอกาสให้นักสะสมได้พบกับผู้สร้างนาฬิกาโดยตรง การมี Exclusive Bangkok Releases งาน Live Art อุปกรณ์ bespoke ตลอดจนโปรแกรมอาหารและเครื่องดื่ม ล้วนสะท้อนความตั้งใจที่จะสร้างงานที่ผู้คนไม่ได้เพียง “แวะมา” แต่สามารถใช้เวลาเพื่อค้นหา พูดคุย และมีส่วนร่วมกับสิ่งที่อยู่รอบตัวได้อย่างเต็มที่
และนั่นอาจเป็นความหมายที่เหมาะสมที่สุดของชื่อ WELA เพราะท่ามกลางเรือนเวลาจากทั่วโลก สิ่งสำคัญที่สุดของงานนี้อาจไม่ใช่เพียงการดูว่าเข็มกำลังชี้ไปที่เวลาใด แต่คือการได้เลือกว่าจะใช้ “เวลา” ของเราไปกับอะไร และกับใคร ในช่วงสามวันของการเฉลิมฉลอง Independent Watchmaking ใจกลางกรุงเทพฯ.








